ค้นหาบล็อกนี้

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ด้าน communication


เทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้าน การสื่อสารข้อมูล
NFC เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายที่คนรุ่นใหม่ควรรู้จัก


                เรื่องราวของเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลไร้สายที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึง เพราะมันจะทำให้อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพามีความสามารถมากขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น มันจะช่วยทำหน้าที่เป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์, กุญแจสำหรับเข้าพักในโรงแรม, เป็นตั๋วชมคอนเสิร์ต ฯลฯ โดยที่คุณไม่ต้องพกพาสารพัดบัตร สารพันตั๋ว ให้ยุ่งยากอีกต่อไป
ถึงลีกการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลของเมืองลุงแซม นั่นก็ชื่อ NFC แต่ย่อมาจาก National Football Conference ดังนั้นมันไม่เกี่ยวข้องกันแน่ๆ ชื่อ NFC ก็บอกชัดๆ จากชื่อเต็มของมันแล้วว่า เป็นเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลระยะใกล้ที่มีลักษณะการกระจายของสัญญาณเป็นแบบสนามไฟฟ้า ระยะทำการเพียงไม่กี่เซนติมเตร อ้าว..แบบนี้ต้องตั้งคำถามว่า แค่ระยะไม่กี่เซนติเมตร ทำไมต้องไร้สาย แล้วมันจะทำอะไรได้  มา
ติดตามกันครับ
เริ่มต้นรู้จักกับสเปคก่อน
ก่อนจะคุยในรายละเอียด ขอขายของ แสดงข้อมูลเรื่องสเปคกันก่อนครับ
ความถี่ใช้งานในย่าน ISM 13.56MHz มีแบนวิดธ์ 14kHz ขยายได้ถึง 1.8MHz หากใช้เทคนิคการมอดูเลชั่นแบบ ASK (Amplitude Shift Keying)
ใช้การแพร่กระจายสนามไฟฟ้าระหว่างสายอากาศแบบลูป 2 ชุด
ระยะทำการปกติ 10 เซนติเมตร สูงสุด 20 เซนติเมตร
อัตราเร็วในการถ่ายทอดข้อมูล 106, 212, 424 และ 848 กิโลบิตต่อวินาที
มี 2 โหมดการทำงานคือ
        1. โหมดสื่อสารแบบพาสซีฟ ในโหมดนี้อุปกรณ์หลักจะทำ
หน้าที่กระจายคลื่น ส่วนอุปกรณ์เป้าหมายจะเหนี่ยวนำคลื่นวิทยุมาเป็นไฟเลี้ยงเพื่อให้ทำงานติดต่อสื่อสารข้อมูลกันได้
       2. โหมดสื่อสารแบบแอกตีฟ ในโหมดนี้อุปกรณ์ทั้งสองฝั่งมีไฟเลี้ยงเป็นของตัวเอง จึงมีความสามารถในการกระจายคลื่นได้เอง การติดต่อสื่อสารจึงสามารถทำได้ทันทีและรองรับการทำงานในแบบจุดต่อจุดหรือ peer-to-peer ได้เต็มรูปแบบ
อุปกรณ์ NFC สามารถรับและส่งข้อมูลได้ในเวลาเดียวกัน
• มีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 14443 ที่ว่าด้วยเรื่องมาตรฐานของสมาร์ตการ์ดแบบไม่สัมผัสที่ทำงานด้วยความถี่ 13.56MHz และ ISO 18092 ที่ว่าด้วยนิยามโหมดการสื่อสารข้อมูล, การเชื่อมต่อ และโปรโตคอลของ NFC

 เรื่องเล่าของ NFC
NFC เกิดขึ้นภายใต้การพัฒนาร่วมกันระหว่าง Sony และ NXP (ก็คือ Philips เดิม) โดยนำเทคโนโลยี RFID มาต่อยอด มีการเพิ่มเติมโปรโตคอลของสมาร์ตการ์ดเข้าไป จึงทำให้แท็กหรือบัตร NFCสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับแอปพลิเคชั่นได้มากกว่าแท็ก RFID การพัฒนา NFC เกิดขึ้นภายใต้ชื่อ NFC Forum ทั้งนี้เพื่อรวบรวมข้อมูลจากผู้สนใจและนักพัฒนาจากทั่วโลก แล้วนำมาพัฒนาเพื่อให้เกิดมาตรฐานของเทคโนโลยีและอุปกรณ์ NFC หลังจากพัฒนามาระยะหนึ่งก็สามารถผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC ในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 2003 จากนั้น Nokia ก็เข้ามาร่วมพัฒนาด้วยในวันที่ 18 มีนาคม
               ค.ศ. 2004 NFC forum เติบโตอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเกิดการผลิตชิป NFC ขึ้นได้สำเร็จ ทำให้มีผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารพกพาเข้าร่วมใน NFC forum จำนวนมาก และเมื่อสามารถนำอุปกรณ์ NFC ไปติดตั้งในโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ ทำให้เกิดนักพัฒนาแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟนที่มี NFC จำนวนมากขึ้น ทำให้ใน NFC forum ในปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะผู้พัฒนาฮาร์ดแวร์ของ NFC ยังมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์จำนวนมากเข้าร่วมด้วย

ด้าน Data/Information

ระบบสารสนเทศที่ช่วยสร้างสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ MRS
ระบบสารสนเทศแบบรายงานเพื่อการจัดการ (Management Reporting Systems MRS)
             ระบบสารสนเทศที่ช่วยในการทำรายงานตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยการสรุปสารสนเทศที่มีอยู่ไว้ในฐานข้อมูล หรือช่วยในการตัดสินใจในลักษณะที่โครงสร้างชัดเจนและเป็นเรื่องที่ทราบล่วงหน้า
หน้าที่ของแบบ MRS
1. ช่วยในการตัดสินใจงานประจำของผู้บริหารระดับกลาง
2. ช่วยในการทำรายงาน
3. ช่วยในการตัดสินใจที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และมีโครงสร้างแน่นอน เช่น การอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้า
ลักษณะของ MRS
1. ช่วยในการจัดทำรายงานซึ่งมีรูปแบบที่กำหนดไว้เป็นมาตรฐานตายตัว
2. ใช้ข้อมูลภายในที่เก็บไว้ในฐานข้อมูล
3. ช่วยในการวางแผนงานประจำ และควบคุมการทำงาน
4. ช่วยในการตัดสินใจที่เกิดขึ้นประจำหรือเกิดขึ้นบ่อยๆ
5. มีข้อมูลในอดีต ปัจจุบัน และวิเคราะห์แนวโน้มอนาคต
6. ติดตามการดำเนินงานภายในหน่วยงานเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน กับเป้าหมายและส่งสัญญาณหากมีจุดใดที่ต้องการการปรับปรุงแก้ไข
ประเภทของรายงาน MRS
รายงานจาก MRS มีลักษณะต่างๆ ดังนี้
             1. รายงานที่จัดทำเมื่อต้องการ (Demand reports) เพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจ เป็นรายงานที่จัดเตรียมรูปแบบรายงานล่วงหน้าและจะจัดทำเมื่อผู้บริหาร ต้องการเท่านั้น
            2. รายงานที่ทำตามระยะเวลากำหนด (Periodic reports) โดยกำหนดเวลา และรูปแบบของรายงานไว้ล่วงหน้า เช่น มีการจัดทำรายงานทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี เช่น ตารางเวลาการผลิต
           3. รายงานสรุป (Summarized reports) เป็นการทำรายงานในภาพรวม เช่น รายงานยอดขายของพนักงานขาย จำนวนนักศึกษาลงทะเบียนวิชา MIS
          4. รายงานเมื่อมีเงื่อนไขเฉพาะเกิดขึ้น (Exception reports) เป็นการจัดทำรายงานเมื่อมีเกณฑ์เงื่อนไขเฉพาะ เพื่อตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆ ว่าแตกต่างจากที่วางแผนไว้หรือไม่ เช่น การกำหนดให้เศษของที่เหลือ (scrap) จากการผลิตในโรงงานเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ในการผลิตช่วงหลังกลับมีเศษของที่เหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นอาจมีการเขียนโปรแกรม ในการประมวลผลเพื่อหาว่าเศษของที่เหลือเกินจากที่กำหนดไว้ได้อย่างไร

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554

ด้าน People ware

ตำแหน่งงานด้าน IT
1.  นักวิเคราะห์ระบบ (System  Analysis)
คือ ผู้ที่เป็นตัวกลางในการติดต่อระหว่างระบบสารสนเทศกับกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เจ้าของระบบ (System Owners) ผู้ใช้ระบบ (System Users) และผู้สร้างระบบ (System Builders) เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์กรขึ้นมา ทั้งนี้หน้าที่หลักของนักวิเคราะห์ระบบจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ วิเคราะห์ระบบ และออกแบบระบบ
  หน้าที่ของนักวิเคราะห์ระบบสมัยใหม่  
          นอก จากหน้าที่หลักของนักวิเคราะห์ระบบสมัยใหม่ คือ การวิเคราะห์และออกแบบระบบ แล้วนักวิเคราะห์ระบบยังมีหน้าที่ที่ต้องดำเนินการอีกหลายหน้าที่ดังนี้
1. รวบรวมข้อมูล เป็นการรวบรวมข้อมูลของระบบเดิมเพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และนำไปใช้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบใหม่
2.   จัดทำเอกสาร ในระหว่างทำการพัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบจะต้องจัดทำเอกสารในแต่ละขั้นตอนให้ละเอียด
3.  จัดทำพจนานุกรมข้อมูล ( Data Dictionary ) เป็นการรวบรวมเอกสารทั้งหมด และอธิบายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องมีการใช้งานในระบบ พจนานุกรมจัดเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ในการวิเคราะห์ระบบ
4.  ออกแบบระบบ นักวิเคราะห์ระบบจะต้องทำการออกแบบการทำงานของระบบใหม่ให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ระบบ และมีความเหมาะสมมากที่สุด รวมทั้งออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้งาน และฮาร์ดแวร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะนำมาใช้งาน
5.  สร้างแบบจำลอง ทำการสร้างแบบจำลองของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อนำเสนอแก่เจ้าของระบบและผู้ใช้งาน
6. ทดสอบโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น ในบางครั้งนักวิเคราะห์ระบบและโปรแกรมเมอร์จะเป็นผู้ทดสอบโปรแกรมเอง แต่หากให้ผู้ใช้งานระบบเป็นผู้ทดสอบจะมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะเป็นผู้ที่รู้และเข้าใจระบบงานอย่างแท้จริง
7.  ติดตั้งและทำการปรับเปลี่ยนระบบ ทำการติดตั้งและปรับเปลี่ยนระบบเดิมเป็นระบบใหม่
8.  จัดทำคู่มือ จัดทำคู่มือและจัดเตรียมหลักสูตรฝึกอบรมให้แก่ผู้ใช้ระบบ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงของระบบ
9. บำรุงรักษาและประเมินผลการปฏิบัติงานของระบบ เป็นการดูแลระบบเมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น รวมทั้งเป็นการปรับปรุง ดัดแปลง หรือแก้ไขทั้งโปรแกรมและขั้นตอนการทำงานของระบบ เพื่อให้ระบบมีการทำงานที่ถูกต้องมากที่สุดจัดทำแบบสอบถามถึงผลการดำเนินงาน ของระบบใหม่ที่ได้ติดตั้งไปแล้ว
10. ป็นผู้ให้คำปรึกษา คอยให้คำปรึกษาแก่ผู้ใช้ระบบและทุกคนในระบบ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการใช้โปรแกรมหรือทางด้านเทคนิคก็ตาม
11. เป็นผู้ประสานงาน ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ เพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์หรือข้อมูลที่เกิดขึ้นภายในองค์กรได้ถูกต้องตรงกันที่สุด
 
คุณสมบัติของนักวิเคราะห์ระบบสมัยใหม่  
นักวิเคราะห์ระบบที่ดียังจะต้องประกอบไปด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1. มีความชำนาญหลากหลายในศาสตร์คอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โปรแกรมภาษาฮาร์ดแวร์  เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น
2. มีความเข้าใจในระบบธุรกิจ ระบบการเงิน และระบบการตลาด เป็นอย่างดี
3. มีความเข้าใจในความต้องการของผู้ใช้ระบบเป็นอย่างดี
4. ต้องเป็นนักสำรวจ ที่ช่างสังเกตในรายละเอียดในรายละเอียดต่าง ๆ ของระบบ รวมทั้งองค์ ประกอบภายนอก   ที่เกี่ยวข้องกับ  ระบบ
5. มีจรรยาบรรณต่อองค์กรที่พัฒนาระบบให้ ไม่นำข้อมูลที่ได้ซึ่งเป็นความลับขององค์กรไปเผยแพร่ภายนอกอันก่อให้ เกิดผลเสียแก่องค์กร
6. ต้องทำงานเป็นทีมได้อย่างดี
7. มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เนื่องจากนักวิเคราะห์ระบบต้องมีการติดต่อประสานงานระหว่างบุคคลหลายกลุ่ม
8. สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ด้วยตนเอง
9. มีความสามารถในการนำเสนอข้อมูลให้ทั้งผู้บริหารระดับสูงรวมไปถึงผู้ใช้ระบบ ให้สามารถเข้าใจได้โดยง่ายและตรงกัน
10. มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ดี หากองค์กรนั้นสื่อสารภายในเป็นภาษาอังกฤษ
11. สามารถทำงานภายในภาวะกดดันได้ เนื่องจากต้องทำงานกับบุคคลหลายฝ่าย
12. เป็นนักจิตวิทยา ในการที่จะพูดคุยหรือติดต่อกับกลุ่มบุคคลหลายกลุ่มเพื่อให้ได้ข้อมูลอย่าง ถูกต้อง


คือ  ผู้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่นำข้อมูลการออกแบบรายละเอียดของระบบงานจาก การวิเคราะห์ระบบโดยผู้วิเคราะห์ระบบงานมาวางแผน และจัดทำแผนภูมิ เขียนเป็นโปรแกรมสำหรับระบบต่างๆ เพื่อประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยภาษาที่ใช้ในการเขียนจะแตกต่างกันไปตามลักษณะเครื่องระบบฐานข้อมูล ทำการทดสอบระบบที่พัฒนาให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตกลงไว้ และส่งมอบให้ผู้วิเคราะห์ระบบงาน และทำการทดสอบระบบโดยรวม เพื่อหาข้อผิดพลาดและแก้ไขก่อนที่จะนำไปใช้งานจริง
ลักษณะของงานที่ทำ  
-  รับรายละเอียดของความต้องการของผู้ใช้ระบบ (User) จากนักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) จัดทำแผนภูมิ (Flowchart) ขั้นตอนการทำงานที่ละเอียด และถูกต้องตามหลักวิชา เพื่อประโยชน์ในการเขียนโปรแกรมสำหรับการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์
-  วิเคราะห์แผนภูมิหรือแผนผังสายงาน แต่เพียงบางส่วนหรือทั้งหมด โดยนำความรู้เกี่ยวกับวิสัยสามารถของระบบคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่มาใช้สร้าง หรือกำหนดลำดับขั้นของการประมวลผล (โปรแกรม)
-  ปรึกษาหารือกับผู้ควบคุมงานและผู้แทนของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาที่สำคัญ ในการทำโปรแกรม เพื่อให้ผลจากเครื่องประมวลผลตามต้องการในเรื่องข้อมูลที่จะนำเข้าระบบ ขอบเขตของการเขียนโปรแกรม การใช้รหัส และการดัดแปลงเพิ่มเติม
-  ตรวจสอบภายในและการควบคุมต่างๆ เขียนแผนภูมิสายงานที่ถูกต้องละเอียดตามหลักวิชาให้เป็นรูปสัญลักษณ์เพื่อ ใช้แทนลำดับขั้นของข้อมูล ที่จะประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และเพื่อเป็นการอธิบายถึงการนำข้อมูลมาส่งเข้าหรือนำออกมาจากเครื่อง
-  เปลี่ยนแผนภูมิสายงานที่ละเอียดและถูกต้องตามหลักวิชาการให้เป็นภาษาที่ใช้กับการประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
-  ทดสอบโปรแกรมด้วยข้อมูลตัวอย่าง ทดสอบความถูกต้องของโปรแกรม ใช้ข้อมูลตัวอย่างหรือ ข้อมูลจริงส่งเข้าเครื่องคำนวณ เพื่อทดสอบโปรแกรมที่เข้ารหัสแล้วกับเครื่องคำนวณ และแก้ไขความคลาดเคลื่อนของผังประมวลผลโปรแกรมใหม่ให้ถูกต้อง
-  จัดเตรียมข้อสั่งหรือคู่มือการใช้งานระบบนั้นๆ และชี้แจงให้เจ้าหน้าที่ผู้ใช้เครื่องได้ใช้เป็นแนวทางในการทำงาน วิเคราะห์ ตรวจสอบและเขียนผังประมวลผลโปรแกรมใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน หรือเพื่อดัดแปลงแก้ไขให้เป็นไปตามความต้องการ ประมวลเอกสารหลักฐานของการพัฒนาโปรแกรม และการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโปรแกรม อาจชำนาญในการเขียนโปรแกรมสำหรับเครื่องจักรคำนวณแบบใดแบบหนึ่ง หรือประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ
สภาพการทำงาน  
ผู้ปฏิบัติงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์-Computer-Programmer จะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการเขียนและทดสอบ ดังนั้นสภาพทำงานจะเป็นสำนักงานที่มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกเช่นสำนักงานทั่วไป จะมีการออกไปติดต่อผู้ใช้งานระบบเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมบ้างเป็นครั้งคราว
งานเขียนโปรแกรมเป็นงานที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน วันหนึ่งประมาณ 6-7 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ต้องใช้ประสาทสัมผัสของสายตาและมือ บางครั้งอาจมีปัญหากับสายตาได้ เนื่องจากอยู่กับจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
คุณสมบัติ
ผู้ประกอบโปรแกรมคอมพิวเตอร์-Computer-Programmer อย่างน้อยต้องสำเร็จปริญญาตรีทางด้านคอมพิวเตอร์ มีความรู้ในการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ มีทักษะทางด้านคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ควรมีความคิดสร้างสรรค์ และซื่อสัตย์ในอาชีพ ไม่ใช้ความรู้ความสามารถในวิชานี้ ดัดแปลงโปรแกรมหรือข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตัว มีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ควรจะมี มนุษยสัมพันธ์ที่ดีเนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ให้บริการในการให้ใช้งานคอมพิวเตอร์ และผู้ใช้ระบบงานอาจจะต้องการความช่วยเหลือและคำแนะนำในด้านการใช้งานจึงต้องมีความสามารถชี้แจง ให้ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้ใช้ระบบงาน รวมทั้งต้องรับฟังความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะจากผู้อื่น
หมายถึงผู้ดูแลและคอยตรวจสอบสภาพเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้มีสภาพความพร้อมที่จะทำงานได้ตลอดเวลา   กลุ่มนี้จะเรียนรู้เทคนิคการรักษา  ดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์  ตลอดการต่อเชื่อม  ตลอดจนการใช้งานโปรแกรมต่างๆ  ค่อนข้างดี
ลักษณะงานที่ทำ   
 - ตรวจเช็คซ่อมบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ ของทางบริษัท และติดต่อประสานงานกับผู้ขายเพื่อการรับประกันสินค้าได้ ในกรณีที่คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์นั้น ๆ ยังอยู่ในระยะเวลารับประกัน
- ดูแลระบบ LAN, WAN, VDO Conference ภายในบริษัทและระหว่างสาขาที่อยู่ต่างประเทศเช่น จีน, ไต้หวัน,เยอรมัน, อินเดีย, สโลวะเกีย และ เม็กซิโก และจัดการระบบ Domain ขององค์กร รวมไปถึงการดูแลรักษาตู้  Network Rack และ Network Cable ต่าง ๆ ในระบบเครือข่ายของบริษัท
- แก้ไขให้คำปรึกษาแก่ผู้ใช้งานในบริษัทในกรณีที่คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมสำเร็จรูปที่มีปัญหา ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ รวมทั้งหมดประมาณ 2000 กว่าคน ในแบบการเดินทางไปแก้ไขปัญหายังโต๊ะทำงานของผู้ใช้งาน(On site), สนทนาทางโทรศัพท์, ผ่าน e-mail ขององค์กร (MS Outlook) และการรีโมทไปแก้ปัญหาให้ผู้ใช้(Remote Desktop, Net meeting) โดยไม่ต้องเดินทางไปทำด้วยตัวเอง- พัฒนาเว็บบอร์ดภายในให้กับแผนก IT ของบริษัท เพื่อติดต่อภายในแผนก โดยใช้ภาษา PHP และ MySQL
- สามารถติดตั้งและใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูป Microsoft Office และโปรแกรมพื้นฐานอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี
- แก้ไขปัญหาและติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 98, me, 2000, XP, Vistaรวมไปถึง Driver, Service Pack, Patch, Hot fix ต่าง ๆ
- วิเคราะห์ แก้ไขปัญหาไวรัส คอมพิวเตอร์และความผิดปกติต่าง ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์เลือกใช้เครื่องมือในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ได้เป็นอย่างดี
คุณสมบัติ
1.  มีความรู้ในการดูแล และ แก้ไขปัญหา ระบบ Network, Lan , Wireless, Hardware, Software ได้
2.  สามารถติดตั้ง Install และ Setup ระบบ Linux Server + Service ต่าง ๆ ได้
3.  หากมีความรู้ในด้าน Install และ Setup ระบบ Windows Server 2003/2008, E-mail Exchange จะพิจารณาเป็นพิเศษ
4.  หากมีความรู้ในด้าน พัฒนาโปรแกรม PHP, MySql และ CMS ต่าง ๆ จะพิจารณาเป็นพิเศษ
 เป็นผู้มีหน้าที่บริหารทรัพยากรทุกชนิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร จะทำหน้าที่กำหนดทิศทาง นโยบายและแผนงานทางคอมพิวเตอร์ในองค์กรทั้งหมดว่า ควรเป็นไปในรูปแบบใด การขยายงานทางด้านธุรกิจขององค์กรที่รวดเร็ว ควรจะมี การปรับ เพิ่ม ลด องค์ประกอบทางด้านคอมพิวเตอร์ส่วนใดอีกบ้างที่จะทำให้เป็น ไปตามเป้าหมายโดยรวมมากที่สุด
  ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลและบริหารระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร
  เกี่ยวข้องกับลักษณะงานด้านเครือข่ายโดยเฉพาะ เช่น การติดตั้งระบบเครือข่ายการควบคุมสิทธิของผู้ที่จะใช้งาน การป้องกันการบุกรุกเครือข่าย เป็นต้น
  มีความชำนาญเกี่ยวกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี และต้องมีทักษะในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
หมายถึงผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป   สามารถทำงานตามหน้าที่ในหน่วยงานนั้นๆ  เช่น  การพิมพ์งาน   การป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์   การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์   เป็นต้น  ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคนิคต่างๆ  ของคอมพิวเตอร์ก็ได้
ลักษณะงาน
  • ร่างแบบเว็บไซต์ (Mockup) เพื่อให้ทีมงานเข้าใจหน้าตาคร่าวๆ ของเว็บได้
  • ใช้ Photoshop เพื่อพัฒนาจาก Mockup เป็น Graphic ที่สวยงาม
  • แปลงภาพที่ออกแบบให้เป็นหน้าเว็บด้วย XHTML + CSS (Tableless Design)
  • ออกแบบ Logo, Icon, Emoticon ต่างๆ ที่ใช้ภายในเว็บไซต์
  • ทดสอบความเข้ากันได้ระหว่างเบราว์เซอร์ Internet Explorer 7 ขึ้นไป, Firefox, Chrome
คุณสมบัติ
-  มีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบหน้าเว็บไซต์ รู้จักทฤษฎีสี รู้จักการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ อย่างลงตัว
-  ใช้ภาษา XHTML + CSS เป็นภาษาที่สองรองจากภาษาไทย
-  ถ้าเขียน HTML5, Flash, JavaScript, jQuery, jQuery Mobile, PHP ได้ เข้าใจมาตรฐาน WCAG เพื่อการทำเว็บให้คนตาบอดเข้าถึงได้ง่าย จะถูกใจให้ Give
-  ใส่ใจความรู้สึกของผู้ใช้ และใส่ใจรายละเอียดในระดับพิกเซล

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

Utility, Tools ล่าสุดที่น่าสนใจ



แหล่งที่มา : http://www.downloaddoo.com/ProgramType-20-PageSize-15-TotalPage-21-Count-313-Page-21-Default.aspx
Hiren's BootCD โปรแกรมอรรถประโยชน์ ช่วยกู้วิกฤตให้เครื่องคอมพิวเตอร์  อัพเดทเวอร์ชันใหม่ล่าสุด Hiren's BootCD 10.6 หากใครเคยใช้โปรแกรมตัวนี้คงรู้ถึงประโยชน์ของมันเป็นอย่างดี และยังสามารถช่วยกู้วิกฤตให้เราได้ดีเวลาเครื่องเรามีปัญาหา  เช่น รีเซ็ตรหัสผ่านกรณีที่ลืมรหัสผ่าน, กู้ข้อมูลและคัดลอกข้อมูลจากฮาร์ดิส, จัดการ Partition และใช้บูตเข้าเครื่องกรณีที่เครื่องมีปัญหา แต่ฟังก์ชันของโปรแกรมนี้ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ครับ ฟังก์ชันการทำงานโดยสรุปตามหมวดหลัก  ๆ อาทิเช่น  Partition Tools, Disk Clone Tools, Antivirus Tools, Recovery Tools, Testing Tools, RAM (Memory) Testing Tools, Hard Disk Tools, System Information Tools, MBR (Master Boot Record) Tools, BIOS / CMOS Tools, MultiMedia Tools, Password Tools, NTFS (File Systems) Tools, Dos File Managers, DOS Tools, Windows Tools และฟังก์ชันอื่น ๆ อีกมากมายครับ ....แนะนำให้ Write โปรแกรมตัวนี้เก็บไว้นะค่ะ  หากเครื่องเรามีปัญหาก็ให้ใส่แผ่นแล้วก็ให้บูตจาก CD แล้วเลือกเมนูฟังก์ชันที่ต้องการ

Tools ที่ล่าสุดที่น่าสนใจ
1. Google PageRank คืออะไร
Google PageRank คือวิธีการวัดความสำคัญของเว็บเพจนับล้านๆเว็บเพจบนอินเตอร์เน็ท โดยมีตัวเลขตั้งแต่ 0 ถึง 10 ยิ่งตัวเลขยิ่งสูง PageRank ก็ยิ่งสูง นั่นหมายความว่าเว็บไซต์นั้นๆมีโอกาสได้รับการจัดอันดับที่ดีกว่าเว็บไซต์ที่มีPageRank ต่ำกว่า  โดยเราสามารถทราบค่า PR ของเว็บไซต์เราได้ โดย download และ install google toolbar (http://toolbar.google.com) หลังจากนั้นคุณจะสามารถดูคะแนน PR ของคุณที่จัดโดย google ได้ดังรูป

ถ้าไม่ต้องการ install google toolbar สามารถ check ค่า PageRank ได้ที่เว็บไซต์ www.pagerank.net

** หัวใจ ของ Page Rank คือ แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ ให้มาก และถ้าเป็นเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเว็บเรา และ เป็นเว็บที่มีค่า PR สูง ยิ่งทำให้เว็บไซต์เรามีค่า PR สูงขึ้นด้วย
2. ค่า PR นั่นแสดงค่าทุกๆหน้าของเว็บไซต์เราใช่หรือไม่                           
ค่า PR ของแต่ละเว็บเพจ ในเว็บไซต์หนึ่งๆ นั้นจะมีค่าแตกต่างกันไป ทั้งนี้ โดยมากโฮมเพจ มักมีค่า PR สูงกว่าหน้าอื่นๆ แต่ก็ไม่เสมอไป
3. Google คำนวณค่า PR อย่างไร
ค่า PR ถูกคำนวณ โดยจำนวนลิงก์ของเว็บไซต์อื่นๆ ที่เชื่อมลิงก์มายังเว็บไซต์ของคุณ (Inbound Link) ทั้งนี้คำนึงถึงคุณภาพ (คุณภาพของลิงก์หมายถึง เว็บเพจที่ลิงก์มาหาคุณมีความเกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณ ) และค่า PR ของเว็บไซต์ที่ลิงก์มายังเว็บไซต์คุณด้วย ยิ่งเว็บไซต์ที่ลิงก์มาหาคุณมี PR สูงๆ ค่า PR ของเว็บคุณก็มีแนวโน้มที่จะสูงตามไปด้วย ค่า PageRank นั้นใช้วิธีการเดียวกับระบบการโหวต หนึ่งลิงก์ที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของคุณ ยิ่งมีค่า PR สูงเท่าใด Google ยิ่งเห็นความสำคัญของเว็บเพจนั้นๆมากยิ่งขึ้น และหากมีลิงก์มาจำนวนมากลิงก์มายังเว็บไซต์คุณ ค่า PR เว็บคุณก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
4. ทำอย่างไรถึงจะได้ค่า PR เพิ่มขึ้น
ค่า PR นั้นจะเพิ่มขึ้นได้ในแต่ละขั้นจาก 1 ไป 2 , จาก 2 ไป 3,... , จาก 9 ไป 10 นั้น มีกฏเกณฑ์ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน แต่ไม่ได้เป็นลักษณะเช่น คุณมีเว็บที่เชื่อมโยงลิงก์มาหาเว็บไซต์ คุณจาก 50 inbound link เป็น 100 inbound link (เพิ่มขึ้น 50 หน่วย) เว็บเพจนั้นๆอาจมีค่า PR เพิ่มขึ้นจาก 2 เป็น PR 3 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ค่า PR 3 จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น PR 4 โดย ที่คุณมี inbound link เพิ่มจาก 100 เป็น 150 (เพิ่มขึ้น 50 หน่วย) เสมอไป อาจต้องมี inbound link เพิ่มขึ้นถึง 200 หน่วย ค่า PR ถึงจะเพิ่มขึ้นก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นในค่า PR ในแต่ละขั้นนั้น เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความรู้ ความพยายามเป็นอย่างมาก
5. การเพิ่มหน้าเว็บเพจที่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ส่งผลให้ค่า PR เพิ่มขึ้นหรือไม่
คำตอบคือไม่ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วคือ หากคุณสามารถทำให้มีเว็บลิงก์มายังเว็บคุณได้มากขึ้นเท่าไหร่ PR ของเว็บคุณก็จะสูงมากขึ้นตามลำดับ แต่ทั้งนี้หากคุณนำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ในเว็บเพจนั้นๆ นั่นหมายความว่า คุณอาจได้รับการขอแลกลิงก์จากเว็บมาสเตอร์คนอื่นๆมายังเว็บไซต์คุณก็เป็นได้ ซึ่งเท่ากับเพิ่มจำนวนลิงก์ให้มากขึ้นในที่สุด
6. เนื้อหาของเว็บเพจที่ลิงก์มายังเว็บไซต์คุณ มีผลอย่างไรต่อค่า PR
หากเว็บเพจที่เชื่อมโยงลิงก์มายังเว็บคุณ มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับเว็บไซต์คุณมากเท่าใด Google จะพิจารณาให้ค่า PR ของเว็บคุณสูงยิ่งขึ้นพิจารณาให้ค่า PR ของเว็บคุณสูงยิ่งขึ้น
7. หากเว็บเพจที่เชื่อมโยงลิงก์มายังเว็บไซต์เรามี ค่า PR ต่ำ จะส่งผลกระทบต่อค่า PR ของเว็บไซต์เราหรือไม่
การที่มีเว็บเพจเชื่อมโยงมาหาเว็บคุณจำนวนมากขึ้นนั้น โดยที่เว็บเพจนั้นๆมีค่า PR ระหว่าง 0-3 จะไม่ส่งผลกระทบต่อค่า PR ของเว็บคุณในทันที แต่เหมือนกับสะสมคะแนนไปเรื่อยๆ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ยิ่งเว็บเพจที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์คุณมีเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับเว็บไซต์คุณมากเท่าใด ยังส่งผลดีมากกว่า เว็บเพจที่มีเนื้อหาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์คุณเลยแต่มีค่า PR สูง และเชื่อมโยงลิงก์มาหาเว็บคุณ อย่าลืมว่า PageRank เป็นแค่ปัจจัยหนึ่งในการจัดลำดับความสำคัญของเว็บเพจหนึ่งๆเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกด้วย
8. เว็บที่มีค่า PR ต่ำๆ จะทำให้ค่า PR ของเว็บไซต์เรา ลดลงหรือไม่ ?
คำตอบคือ ไม่อย่างแน่นอน การแลกลิงก์กับเว็บไซต์ที่มีค่า PR ต่ำ (อาจเป็นเว็บที่เพิ่งเปิดตัว เป็นต้น) แต่มีเนื้อหาที่เกี่ยวพันกับเว็บไซต์คุณอาจทำให้ PR ของเว็บไซต์ของทั้งสองแห่งเพิ่มขึ้นพร้อมๆกันก็เป็นไปได้ แต่อย่าเข้าร่วมกับโปรแกรมแลกเปลี่ยนลิงก์ใดๆที่เป็นการโกงเสิร์ชเอนจิ้น ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์คุณถูกถอนออกจากฐานข้อมูลของเสิร์ชเอนจิ้นในทีสุด
9. ค่า PR เราตกลงได้หรือไม่
ค่า PageRank สามารถลดลงได้ หากเว็บไซต์คุณมีจำนวนลิงก์ที่เชื่อมโยงมาหาเว็บไซต์คุณน้อยลง ซึ่งบางครั้งอาจเกิดขึ้นจากเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงมาหาคุณมีค่า PR ลดลงก็เป็นได้

Utiliry  ล่าสุดที่น่าสนใจ